Google Trends เป็นเครื่องมือที่คนทำ SEO คุ้นเคยกันมานาน เพื่อใช้ดูแนวโน้มคำค้น และความสนใจของผู้ใช้งาน แต่เมื่อไม่นานมานี้ Google ได้มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ด้วยการนำ Gemini (AI Model ของ Google) เข้ามาช่วยในหน้า Explore ในรูปแบบแผงด้านข้าง (Side Panel) แบบ Interactive ที่ใช้ใน Gemini โดยช่วยย่อยหัวข้อกว้าง ๆ ให้กลายเป็นคำค้นที่เจาะจง แถมยังช่วยตั้งคำถามต่อยอด และเชื่อมโยงคำที่เกี่ยวข้อง ทำให้เราเห็นภาพรวมของเทรนด์ได้ทั้งในมุมกว้าง และเชิงลึกไปพร้อม ๆ กัน
อีกอย่างที่สำคัญคือช่วยหา Keyword สำหรับทำ SEO ได้แม่นขึ้น และมีโอกาสเจอคำค้นที่คู่แข่งยังไม่ทันสังเกต บทความนี้ Bizsoft จะพาไปดูฟีเจอร์ใหม่ของ Google Trends ว่ามีอะไรที่น่าสนใจ และสามารถนำไปใช้ทำ SEO ให้ติดหน้าแรกได้อย่างไร
ทำความรู้จักก่อน Google Trends คืออะไร?
Google Trends คือบริการฟรีจาก Google ที่วิเคราะห์ และแสดงความนิยมของคำค้นใน Google Search ผ่านกราฟเปรียบเทียบช่วงเวลา, ภูมิภาค, และหมวดหมู่ต่าง ๆ ช่วยให้เราเห็นภาพของความสนใจของผู้ค้นหาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยข้อมูลทั้งหมดดึงมาจากการค้นหาจริงของผู้ใช้ทั่วโลก (Official Google Trends documentation)
ฟีเจอร์เด่นของ Google Trends สำหรับการวิเคราะห์เทรนด์คำค้น
1. Suggest Search Terms ไม่ต้องเดาคีย์เวิร์ดเองอีกต่อไป
เมื่อเราเข้ามาที่ Explore Google Trends จะเจอกับปุ่ม “Suggest Search Terms” เมื่อคลิกแล้ว จะเปิดแถบด้านข้างที่มี Gemini คอยช่วยแนะนำคำค้นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราสนใจ หลักการทำงานคือ ให้เราเริ่มต้นจาก “โจทย์” หรือคำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ แทนการใส่คีย์เวิร์ดตรง ๆ ลงในช่องค้นหา ยกตัวอย่างเช่น เทรนด์การทำ SEO ปี 2026
2. เปรียบเทียบคีย์เวิร์ดได้มากขึ้น และชัดเจนขึ้น
Google Trends ได้เพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบคำค้นหาได้สูงสุด 8 คีย์เวิร์ดพร้อมกัน เมื่อสักครู่เราใส่โจทย์ไปว่า เทรนด์การทำ SEO ปี 2026 ระบบได้ทำการประมวลผล และเสนอคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมาให้ ทำให้เราวิเคราะห์ข้อมูลหลายคำค้นพร้อม ๆ กันได้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในกราฟเปรียบเทียบคำค้นหาแต่ละคำ ระบบยังเพิ่มสัญลักษณ์ไอคอนเฉพาะสำหรับแต่ละคีย์เวิร์ด ควบคู่กับเส้นสี เพื่อให้เราดูกราฟแล้วรู้ได้ทันทีว่าเส้นสีไหนแทนคีย์เวิร์ดอะไร
3. Other Ideas to Explore ต่อยอดคำค้นหา เปิดมุมมองใหม่ได้ไม่รู้จบ
ผู้ช่วย ต่อยอดไอเดีย จากผลลัพธ์ Suggest Search Terms ที่เราได้มา หากเราได้คีย์เวิร์ดชุดแรกมาแล้ว แต่ยังอยากดูมุมอื่น ๆ เพิ่ม หรือ คิด Prompt ต่อไม่ออก ว่าจะถามอะไรต่อดี ฟีเจอร์นี้จะช่วยเสนอคำถามหรือ Prompt ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เราเลือกทันที
4. Interest over time และ Average interest ค่าความนิยมเฉลี่ยของคีย์เวิร์ด
ใน Google Trends เราจะเห็นกราฟแสดง Interest over time ซึ่งเป็นค่าความนิยมของคีย์เวิร์ดในแต่ละช่วงเวลา โดยระบบจะใช้ค่าระหว่าง 0–100 แสดงความถี่ของการค้นหาเทียบกับจุดสูงสุดในช่วงเวลานั้น เช่น ถ้าคำค้นได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงใดช่วงหนึ่ง จุดนั้นจะมีค่า 100 ส่วนช่วงที่ความสนใจน้อยก็จะลดตามสัดส่วน
แต่เพื่อช่วยให้วิเคราะห์แนวโน้มได้ง่ายขึ้น Google จึงเพิ่มฟีเจอร์ Average interest หรือ “ค่าความนิยมเฉลี่ย” ซึ่งเป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยจากกราฟทั้งช่วงเวลา ช่วยให้เห็นภาพรวมของแต่ละคำค้นว่า โดยเฉลี่ยแล้วมีความสนใจมากน้อยแค่ไหน
5. Top & Rising Queries เจาะอินไซต์คำค้นที่เกี่ยวข้องได้ลึกกว่าเดิม
การอัปเดต Google Trends ครั้งนี้คือ การเพิ่มจำนวน “คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง” ทั้ง Top Queries และ Rising Queries มากขึ้นถึง 2 เท่า จากเดิมที่เคยแสดงได้ประมาณ 25 คำ ตอนนี้ระบบสามารถแสดงได้สูงสุดถึง 50 คำ ในแต่ละหมวดแล้ว ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของหัวข้อที่คนค้นคว้าควบคู่กับคำหลักนั้น ๆ ได้ละเอียดยิ่งขึ้น
จาก Google Trends Help Center กล่าวว่า ฟีเจอร์ AI ที่สร้างขึ้นบน Google Trends ยังอยู่ในช่วงทดลอง ฟีเจอร์เหล่านี้อาจแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง คำตอบที่แสดงไม่ได้แสดงถึงมุมมองของ Google จึงไม่ควรนำข้อมูล ไปใช้เป็นคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย การเงิน หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอื่น ๆ
ใช้ Google Trends Gemini เอาชนะคู่แข่ง ในการทำ SEO ได้อย่างไร?
- ใช้ค้นพบ Keyword ใหม่ก่อนคู่แข่ง: การผสาน Google Trends เข้ากับ Gemini ช่วยแตกหัวข้อกว้างออกมาเป็นคำค้นย่อยที่เกี่ยวข้อง เจอคีย์เวิร์ดใหม่หรือคำค้นที่ยังไม่ถูกใช้ ทำให้เริ่มทำคอนเทนต์ได้ก่อน และมีโอกาสติดหน้าแรกได้เร็วกว่า
- ให้เข้าใจ Search Intent ของผู้ค้นหาได้ชัดเจนขึ้น: การตั้ง Prompt และดูคำถามต่อยอดจาก Gemini ทำให้เห็นว่าผู้ใช้กำลังสนใจประเด็นใดจริง ไม่ใช่แค่รู้ว่าคำไหนถูกค้นเยอะ แต่เข้าใจเจตนาการค้นหา ช่วยให้เนื้อหาตอบโจทย์และตรงกับสิ่งที่ Google ต้องการ
- ใช้วางโครงสร้างคอนเทนต์ได้ครอบคลุมทั้ง Pillar และ Long-tail: ฟีเจอร์ Related Queries ที่แสดงได้มากขึ้น ช่วยให้เห็นภาพรวมของหัวข้อเดียวกันอย่างรอบด้าน สามารถนำไปวาง Pillar Content และแตกบทความย่อยเพื่อเก็บ Long-tail Keyword ได้อย่างเป็นระบบ
- เลือกทำคอนเทนต์ที่คุ้มค่าในระยะยาว: Popularity Average ช่วยประเมินความนิยมเฉลี่ยของคีย์เวิร์ดในช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้แยกได้ว่าคำไหนเป็นเทรนด์ระยะสั้น และคำไหนมีความสนใจต่อเนื่อง เหมาะสำหรับการทำ SEO ระยะยาว
- ลดเวลา Research แต่เพิ่มคุณภาพการวิเคราะห์: รวมขั้นตอนการหาไอเดีย วิเคราะห์เทรนด์ และต่อยอดคำค้นไว้ในเครื่องมือเดียว ช่วยลดเวลาที่ต้องสลับไปมาระหว่างหลายแพลตฟอร์ม ในขณะเดียวกันกลับได้มุมมองที่ลึกขึ้นกว่าเดิม ทำให้นักการตลาด และทีมคอนเทนต์สามารถโฟกัสกับการสร้างเนื้อหาคุณภาพได้มากขึ้น
บทสรุป: ได้เปรียบคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะรู้เทรนด์ก่อน แต่เพราะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการค้นหา
ความได้เปรียบในการทำ SEO ไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าเทรนด์อะไรมาแรงก่อนใคร แต่อยู่ที่การเข้าใจว่า ผู้คนค้นหาสิ่งนั้นเพราะอะไร ฟีเจอร์ใหม่ของ Google Trends ที่นำ Gemini เข้ามาช่วย ทำให้สามารถตั้งคำถามได้ถูกจุด มองเห็นภาพรวมของพฤติกรรมการค้นหาได้ชัดเจน และเชื่อมโยงข้อมูลให้กลายเป็น Insight ที่นำไปใช้ได้จริง และเมื่อใช้อย่างถูกวิธี จะช่วยสร้าง SEO Strategy ที่ทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตามกระแส ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสติดหน้าแรกได้อย่างยั่งยืนในแบบที่คู่แข่งตามไม่ทัน
ยกระดับกลยุทธ์ SEO ให้เหนือคู่แข่ง และใช้ข้อมูลจริงจาก Google Trends มาวางกลยุทธ์ให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ทีม Bizsoft พร้อมช่วยคุณวางแผน ตั้งแต่การเลือกคีย์เวิร์ด การวางโครงสร้างเว็บไซต์ ไปจนถึงการต่อยอดคอนเทนต์ให้ตรงกับพฤติกรรมการค้นหาของลูกค้า สนใจบริการรับทำ SEO สายขาว ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Bizsoft ติดต่อเราได้เลย







