เมื่อพูดถึง AI คนจำนวนมากมักคุ้นกับคำว่า Generative AI มากกว่า เพราะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานด้านคอนเทนต์ การสื่อสาร การออกแบบ และการค้นหาข้อมูล อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องอาศัยทั้งการวางแผน การประสานงาน และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง คำว่า Agentic AI จึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะสะท้อนบทบาทของ AI ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างคำตอบ แต่สามารถช่วยผลักดันงานให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างเป็นขั้นตอน
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Generative และ AI Agentic AI ทั้งในด้านหลักการทำงาน บทบาท ขอบเขตความสามารถ ตัวอย่างการใช้งาน และเหตุผลที่องค์กรควรเข้าใจความต่างของ AI ทั้งสองรูปแบบ
Generative AI คืออะไร
Generative AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาให้สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้จากข้อมูลที่ได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือโค้ด โดยทำงานผ่านการรับคำสั่งจากผู้ใช้แล้วประมวลผลออกมาเป็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ จุดเด่นของ Generative AI อยู่ที่ความสามารถในการช่วยคิด ช่วยร่าง และช่วยสร้างงานได้อย่างรวดเร็ว จึงถูกนำไปใช้ในงานเขียนบทความ สรุปเอกสาร แต่งข้อความโฆษณา ออกแบบภาพ หรือช่วยสร้างแนวคิดเบื้องต้นในหลายสายงานอย่างแพร่หลาย
Agentic AI คืออะไร
Agentic AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกออกแบบให้ทำงานตามเป้าหมายที่ได้รับ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างคำตอบหรือสร้างเนื้อหาตามคำสั่งเท่านั้น แต่ยังสามารถวางแผน แบ่งงานเป็นลำดับขั้น เลือกวิธีดำเนินการ และทำงานต่อเนื่องเพื่อให้ไปถึงผลลัพธ์ที่ต้องการได้ จึงมีบทบาทใกล้เคียงผู้ช่วยที่ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่ช่วยผลักดันให้งานเดินหน้าอย่างเป็นระบบ เหมาะกับงานที่มีหลายขั้นตอน ต้องอาศัยการตัดสินใจ และต้องเชื่อมโยงการทำงานหลายส่วนเข้าด้วยกัน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง Gartner ได้ระบุว่า Autonomous Agents หรือ Agentic AI จะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 สัดส่วนการตัดสินใจในกระบวนการทำงานขององค์กรกว่า 15% จะถูกขับเคลื่อนโดย Agentic AI ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 0% ในปี 2024 (อ้างอิง: Gartner Top 10 Strategic Technology Trends for 2024)
และรายงานล่าสุด Top Strategic Technology Trends 2026 ระบุว่า Agentic AI จะเปลี่ยนผ่านระบบการทำงานจากการเป็นเพียงผู้ช่วย (Assistive) ไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติที่อิงตามเป้าหมาย (Goal-driven Autonomy) ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถของบุคลากร ลดช่องว่างทางทักษะ และทำให้องค์กรสามารถขยายสเกลงานได้โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรบุคคลในสัดส่วนที่เท่ากัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจระดับ Enterprise เริ่มลงทุน AI ประเภทนี้
ความต่างที่ทำให้ Generative AI และ Agentic AI มีบทบาทไม่เหมือนกัน
ความต่างด้านแนวคิดการทำงาน
- Generative AI: เน้นการสร้างผลลัพธ์ใหม่ตามคำสั่งที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ เสียง หรือโค้ด โดยหน้าที่หลักคือการตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามา แล้วสร้างคำตอบหรือชิ้นงานที่สอดคล้องกับคำสั่งนั้นให้มากที่สุด
- Agentic AI: เน้นการทำงานตามเป้าหมายที่ได้รับ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างคำตอบ แต่สามารถคิดต่อ วางลำดับขั้นตอน และดำเนินงานหลายส่วนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้งานไปถึงผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงมีลักษณะเป็น AI ที่ช่วยขับเคลื่อนงานมากกว่าช่วยสร้างชิ้นงานเพียงอย่างเดียว
ความต่างด้านบทบาทของระบบ
- Generative AI: มีบทบาทเด่นในฐานะเครื่องมือช่วยสร้างเนื้อหา เช่น ช่วยเขียนบทความ ร่างอีเมล สรุปข้อมูล หรือสร้างภาพตามคำสั่ง จึงเหมาะกับงานที่ต้องการผลลัพธ์ออกมาเป็นชิ้นงานอย่างรวดเร็ว
- Agentic AI: มีบทบาทใกล้เคียงผู้ช่วยจัดการงานหรือผู้ประสานกระบวนการ เพราะสามารถรับเป้าหมายแล้วช่วยคิดต่อว่าต้องทำอะไรบ้าง จัดลำดับงานอย่างไร และควรดำเนินการขั้นตอนไหนก่อนหลัง เพื่อให้งานเดินหน้าอย่างเป็นระบบ
ความต่างด้านการรับคำสั่ง
- Generative AI: มักทำงานได้ดีเมื่อได้รับคำสั่งที่ชัดเจน ยิ่งระบุรายละเอียดมากเท่าใด เช่น โทนภาษา ความยาว รูปแบบ หรือกลุ่มเป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักยิ่งตรงกับความต้องการมากเท่านั้น
- Agentic AI: สามารถรับคำสั่งในลักษณะที่เป็นเป้าหมายกว้าง ๆ ได้ เช่น การตั้งโจทย์ว่าต้องการให้ช่วยวางแผนหรือช่วยจัดการงานบางอย่าง จากนั้นระบบจึงค่อยวิเคราะห์ และแตกออกเป็นงานย่อยเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ปลายทาง
ความต่างด้านความต่อเนื่องของงาน
- Generative AI: มักทำงานเป็นรอบตามคำสั่งที่ได้รับ คือผู้ใช้สั่งหนึ่งครั้ง ระบบตอบหนึ่งครั้ง แล้วจึงรอคำสั่งถัดไป รูปแบบนี้เหมาะกับงานที่แยกเป็นข้อ ๆ และมีขอบเขตชัดเจน
- Agentic AI: ถูกออกแบบให้ทำงานต่อเนื่องได้มากกว่า โดยสามารถใช้ผลลัพธ์จากขั้นหนึ่งไปต่อยอดอีกขั้นหนึ่ง ตรวจสอบความเหมาะสมของงาน และปรับลำดับการทำงานระหว่างทางได้ จึงเหมาะกับงานที่มีหลายขั้นตอนเชื่อมโยงกัน
ความต่างด้านผลลัพธ์ที่ได้
- Generative AI: มักอยู่ในรูปของชิ้นงานที่พร้อมนำไปใช้งานต่อได้ทันที
- Agentic AI: มักอยู่ในรูปของความคืบหน้าของงานหรือภารกิจที่ถูกจัดการแล้ว
แล้วสองอย่างนี้แทนกันได้หรือไม่
แม้ Generative AI และ Agentic AI จะเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์เหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่แทนกันโดยตรง Generative AI เหมาะกับงานที่เน้นการสร้างเนื้อหา ส่วน Agentic AI เหมาะกับงานที่ต้องวางลำดับ และขับเคลื่อนหลายขั้นตอนให้ไปถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันได้ดี เพราะ Generative AI ช่วยสร้างข้อมูลหรือคำตอบ ขณะที่ Agentic AI นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ต่อในกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้นแทนกันได้เพียงบางส่วน แต่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าหากใช้ให้ตรงบทบาทของแต่ละแบบ
ทำไมองค์กรควรเข้าใจความต่างของ AI สองแบบนี้
เพราะความเข้าใจที่ชัดเจนจะช่วยให้องค์กรมองบทบาทของ AI ได้ตรงตามความเป็นจริง ไม่สับสนระหว่างเครื่องมือที่ช่วยสร้างเนื้อหากับระบบที่ช่วยจัดการงานเป็นลำดับ เมื่อแยกความต่างได้ชัด การวางแผนใช้งานก็จะรอบคอบมากขึ้น ทั้งในด้านกระบวนการ บุคลากร และเป้าหมายของงาน สุดท้ายแล้วสิ่งนี้มีผลต่อความคุ้มค่าในการนำ AI มาใช้ และทำให้องค์กรต่อยอดเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกว่าเดิม
เครื่องมือที่นิยมใช้ใน Generative AI และ Agentic AI
เครื่องมือ Generative AI
เครื่องมือที่ใช้กันบ่อย เช่น ChatGPT, Claude, Gemini, Microsoft Copilot และ GitHub Copilot โดยแพลตฟอร์มกลุ่มนี้เด่นเรื่องการสร้างข้อความ สรุปข้อมูล ร่างอีเมล ช่วยคิดไอเดีย สร้างภาพ หรือช่วยเขียนโค้ด จึงเหมาะกับงานที่ต้องการ คอนเทนต์ หรือ คำตอบ ออกมาโดยตรง
เครื่องมือ Agentic AI
ถ้าเป็นฝั่ง Agentic AI แพลตฟอร์มที่ถูกพูดถึงมากขึ้นจะเป็น Moveworks + Agent Studio, Microsoft AutoGen, OpenAI Operator, CrewAI, Adept, Beam, UiPath, Orby, Relevance AI และ Cognosys ซึ่งเครื่องมือกลุ่มนี้เด่นที่การวางลำดับงาน เชื่อมต่อหลายระบบ และทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องได้มากกว่า AI ที่เน้นสร้างคำตอบเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างการใช้งานจริง ยกระดับธุรกิจด้วย AI อย่างไรให้คุ้มค่า?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมโรงงาน และการผลิต ซึ่งเป็นงานที่มีทั้งข้อมูลจำนวนมาก ขั้นตอนหลายส่วน และต้องอาศัยความแม่นยำในการตัดสินใจ
- เมื่อใช้ Generative AI ผู้จัดการโรงงานใช้ AI เพื่อช่วยสรุปข้อมูลวัตถุดิบคงเหลือจากไฟล์ Excel ช่วยเรียบเรียงรายงาน หรือร่างอีเมลแจ้งฝ่ายจัดซื้อเกี่ยวกับรายการที่ต้องเติมสต็อก บทบาทของ AI ในลักษณะนี้จึงเน้นไปที่การช่วยจัดการข้อมูล และสร้างเอกสารให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น
- เมื่อใช้ Agentic AI ระบบจะทำงานได้ลึกกว่านั้น เช่น เมื่อวัตถุดิบ A ใกล้หมดสต็อก ระบบสามารถตรวจจับสถานะได้เอง จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ย้อนหลัง ตรวจสอบราคาจากซัพพลายเออร์ที่อยู่ในระบบ ร่างใบสั่งซื้อ (PO) และส่งต่อให้ผู้จัดการเข้ามาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้กระบวนการจัดซื้อเดินหน้าได้ต่อเนื่อง และใช้เวลาน้อยลง
ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)
อีกประเด็นที่องค์กรไม่ควรมองข้ามเมื่อเริ่มนำ AI มาใช้งาน คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เพราะยิ่งระบบ AI เข้าถึงข้อมูลภายในมากขึ้น ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล การเข้าถึงเกินขอบเขต หรือการนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกรณีของ Agentic AI ที่อาจเชื่อมต่อหลายระบบ และทำงานต่อเนื่องได้หลายขั้นตอน องค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง การตรวจสอบการทำงานของระบบ และการวางแนวทางใช้งานข้อมูลอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น
สรุปภาพรวมของ Generative และ AI Agentic AI ในโลกการทำงาน
ตัวหนึ่งเด่นเรื่องการผลิตคำตอบ อีกตัวเด่นเรื่องการผลักดันงานให้คืบหน้าอย่างเป็นระบบ ความต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้มีบทบาทเพียงแบบเดียวอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่หลากหลาย และเฉพาะทางมากขึ้น ในโลกการทำงาน การเข้าใจภาพรวมของทั้งสองแนวคิดจึงช่วยให้มองเทคโนโลยีได้ชัดขึ้น และเห็นทิศทางว่าการใช้ AI ในอนาคตจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การช่วยคิดหรือช่วยเขียนเท่านั้น แต่จะเชื่อมโยงไปถึงการจัดการงานในระดับที่ลึกขึ้นด้วย
AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการทำธุรกิจ แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้จริง คือการนำมาใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายของงาน Bizsoft พร้อมช่วยดูแลทั้งด้านเว็บไซต์ บริการ SEO คอนเทนต์ และการตลาดออนไลน์ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในโลกดิจิทัล ติดต่อเราได้เลย
