คำศัพท์ SEO คือพื้นฐานสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ นักการตลาดออนไลน์ และเจ้าของธุรกิจควรรู้ เพราะไม่ว่าคุณจะเริ่มทำ seo search engine เอง หรือคุยงานกับเอเจนซี่ หากไม่เข้าใจคำศัพท์ อาจทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อน วางกลยุทธ์ผิดพลาด หรือเสียโอกาสทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว วันนี้ Bizsoft จึงได้มัดรวม 20 คำศัพท์ SEO พื้นฐานที่ใช้บ่อย อธิบายแบบเข้าใจง่าย อ่านจบแล้วใครถามก็ตอบได้ ใช้งานได้จริงทั้งมือใหม่ และมืออาชีพ
SEO คืออะไร (Search Engine Optimization)
ก่อนเข้าสู่คำศัพท์ ขอปูพื้นฐานสั้น ๆ SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Search Engine เช่น Google โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา เป้าหมายคือให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอมากขึ้น ได้ทราฟฟิกที่มีคุณภาพ และต่อยอดเป็นยอดขายหรือโอกาสทางธุรกิจ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: SEO คืออะไร? กุญแจสำคัญสู่การทำเว็บไซต์ติดหน้าแรก Google แบบยั่งยืน
20 คำศัพท์ SEO พื้นฐานที่ใช้บ่อย
1. Keyword (คีย์เวิร์ด)
Keyword คือคำหรือวลีที่ผู้ใช้พิมพ์ลงในช่องของ Search Engine เช่น Google เพื่อค้นหาข้อมูล สินค้า หรือบริการ เป็นหัวใจหลักของการทำ SEO เพราะช่วยให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอจากคนที่ ตั้งใจหา จริง ๆ ยิ่ง Keyword ตรงกับความต้องการค้นหา โอกาสติดอันดับก็ยิ่งสูงมากขึ้น
2. Search Engine
Search Engine คือระบบค้นหาข้อมูล เช่น Google, Bing หรือ Yahoo ซึ่งทำหน้าที่แสดงผลเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาของผู้ใช้งาน การทำ SEO ก็คือการปรับเว็บไซต์ให้ Search Engine เข้าใจ และจัดอันดับเว็บเราให้ดีขึ้นนั้นเอง
3. Organic Traffic
จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่มาจากผลการค้นหาตามธรรมชาติบน Google โดยที่เรา ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณา แม้แต่บาทเดียว ถือเป็น Traffic ที่มีคุณภาพ และยั่งยืนที่สุด เพราะคนที่เข้ามาคือกลุ่มที่มีความต้องการสินค้าหรือข้อมูลนั้นจริง ๆ และเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำ SEO
4. SERP (Search Engine Results Page)
หน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา ที่ปรากฏขึ้นหลังจากเราพิมพ์ Keyword แล้วกด Enter หน้านี้คือสมรภูมิรบที่รวมทั้งพื้นที่โฆษณา (Ads) แผนที่ (Maps) และผลการค้นหาทั่วไป (Organic) เป้าหมายคือการพาเว็บไซต์ของเราไปโชว์ในหน้านี้ให้อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด
5. On-Page SEO
On-Page SEO คือการปรับแต่งองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ เช่น เนื้อหา หัวข้อ รูปภาพ URL และโครงสร้างหน้าเว็บ เพื่อให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำให้ผู้ใช้งานอ่านแล้วเข้าใจ ไม่สับสน ถือเป็นพื้นฐานที่ทุกเว็บไซต์ต้องทำก่อนขยับไปขั้นอื่น
6. Off-Page SEO
Off-Page SEO คือปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ที่ส่งผลต่ออันดับ เช่น การได้ Backlink จากเว็บไซต์อื่น การถูกพูดถึงบนสื่อออนไลน์ หรือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ยิ่งเว็บไซต์ของคุณถูกอ้างอิงจากแหล่งที่มีคุณภาพ Google ก็ยิ่งมองว่าเว็บคุณน่าเชื่อถือ
7. Backlink
Backlink คือการที่เว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ถือเป็น คะแนนโหวต ทางอ้อมในสายตา Google แต่ไม่ใช่แค่จำนวน คุณภาพของ Backlink สำคัญกว่า หากได้ลิงก์จากเว็บที่เกี่ยวข้อง และน่าเชื่อถือ จะช่วยดันอันดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. Internal Link
Internal Link คือการเชื่อมโยงลิงก์ภายในเว็บไซต์เดียวกัน เพื่อพาผู้ใช้งานไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องหรือเนื้อหาที่ต่อยอดกัน ช่วยให้ผู้อ่านอยู่บนเว็บไซต์ได้นานขึ้น ลดอัตราการออกจากหน้าเว็บ และช่วยกระจาย SEO ไปยังหน้าสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ และเก็บข้อมูลหน้าเว็บได้ครบถ้วนมากขึ้น
9. External Link
External Link คือการลิงก์จากเว็บไซต์ของเราไปยังเว็บไซต์ภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือ และเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของบทความ และแสดงให้ Google เห็นว่าเนื้อหามีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งคุณภาพ อย่างไรก็ตามควรเลือกเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการลิงก์ออกมากเกินไปจนรบกวนประสบการณ์ผู้ใช้งาน
10. Domain Authority (DA)
Domain Authority คือค่าคะแนนที่ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของโดเมน โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อายุโดเมน คุณภาพ Backlink และโครงสร้างเว็บไซต์ แม้จะไม่ใช่ค่าที่ Google ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดในวงการ SEO อย่างแพร่หลาย

11. URL (Uniform Resource Locator)
URL คือที่อยู่ของหน้าเว็บ ซึ่งควรออกแบบให้สั้น อ่านเข้าใจง่าย และสื่อความหมายกับเนื้อหา การใช้ URL ที่เป็นมิตรกับ SEO จะช่วยให้ทั้งผู้ใช้งาน และ Search Engine เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้ดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอักขระซับซ้อน ตัวเลขยาว ๆ และควรใช้คีย์เวิร์ดหลักใน URL อย่างเหมาะสม
12. Content
หัวใจสำคัญของการทำ SEO เนื้อหาที่ดีต้องมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ และแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น การอัปเดต และปรับปรุง Content อย่างสม่ำเสมอช่วยรักษา และเพิ่มอันดับได้ในระยะยาว
13. Title Tag
Title Tag คือชื่อบทความหรือชื่อหน้าเว็บที่แสดงบนแท็บเบราว์เซอร์ และเป็นหัวข้อหลักที่ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Google ถือเป็นปัจจัย SEO ที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาหน้าเว็บ และมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจคลิกของผู้ใช้งาน Title Tag ที่ดีควรมีคีย์เวิร์ดหลัก กระชับ ชัดเจน และสื่อสารตรงกับเนื้อหาจริงภายในหน้าเว็บ
14. Meta Description
Meta Description คือคำอธิบายสั้น ๆ ที่แสดงอยู่ใต้ Title Tag บนหน้าผลการค้นหา แม้จะไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่มีผลต่ออัตราการคลิก (CTR) อย่างมาก การเขียน Meta Description ที่ดีควรสรุปเนื้อหาหน้าเว็บให้เข้าใจง่าย ใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ และกระตุ้นให้ผู้ค้นหาอยากคลิกเข้ามาอ่านต่อ
15. Header Tags (H1 – H6)
Header Tags คือโครงสร้างหัวข้อภายในเนื้อหา ใช้แบ่งลำดับความสำคัญของข้อมูล โดย H1 ถือเป็นหัวข้อหลักของหน้าเว็บ ส่วน H2 – H6 ใช้แยกหัวข้อย่อย การใช้ Header Tags อย่างถูกต้องช่วยให้เนื้อหาอ่านง่าย เป็นระบบ และช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้าง และประเด็นสำคัญของเนื้อหาได้ชัดเจนมากขึ้น
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: คู่มือ H1 Heading ทำ SEO ให้ปัง! ไม่ใช่แค่ Title ธรรมดา
16. Algorithm
ชุดคำสั่งหรือกฎเกณฑ์ที่ Search Engine ใช้ในการประมวลผล และจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา คุณภาพเว็บไซต์ และพฤติกรรมผู้ใช้งาน Algorithm มีการอัปเดตอยู่เสมอเพื่อให้ผลการค้นหามีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นการทำ SEO ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ Algorithm อยู่ตลอดเวลา
17. Crawl / Index / Render
- Crawl (การเก็บข้อมูล): กระบวนการที่ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลหน้าเว็บไซต์ หากเว็บไซต์มีโครงสร้างซับซ้อน โหลดช้า หรือบล็อกการเข้าถึง บอทอาจเก็บข้อมูลไม่ครบ ส่งผลให้หน้าเว็บไม่ถูกนำไปจัดอันดับ
- Index (การทำดัชนี): ขั้นตอนที่ Google นำข้อมูลเว็บไซต์ที่ Crawl มาแล้วไปจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อเตรียมแสดงผลบนหน้าค้นหาเมื่อมีผู้ใช้งานค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง
- Render (การประมวลผลหน้าเว็บ): หลังจากเจอหน้าเว็บแล้ว Googlebot จะทำการอ่าน และประมวลผลโค้ด (HTML, CSS, JavaScript) เพื่อประกอบร่างหน้าเว็บนั้นขึ้นมาดูว่า “หน้าตาจริง ๆ เป็นอย่างไร” เหมือนกับที่มนุษย์เห็นบนหน้าจอ ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับเว็บสมัยใหม่ที่มีลูกเล่นเยอะ ๆ เพื่อให้บอทเข้าใจบริบท และเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ในสคริปต์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง
18. Sitemap (แผนผังเว็บไซต์)
เปรียบเสมือน แผนที่นำทาง สำหรับ Googlebot เป็นไฟล์ที่รวบรวมลิงก์ทั้งหมดในเว็บไซต์ของเราไว้ เพื่อบอกให้บอทรู้ว่าเว็บเรามีหน้าไหนบ้าง และหน้าไหนสำคัญที่สุด ที่สำคัญช่วยให้บอทเข้ามาเก็บข้อมูล (Index) ได้รวดเร็ว และครบถ้วน ไม่ตกหล่น
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: Sitemap แผนผังเว็บไซต์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ SEO
19. CTR (Click Through Rate)
อัตราการคลิกต่อการมองเห็น (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์) ใช้สำหรับวัดความน่าสนใจของหัวข้อ (Title) และคำโปรยหน้าเว็บ ถ้าคนเห็นเว็บเราโชว์ขึ้นมา 100 ครั้ง แล้วคลิกเข้ามา 5 ครั้ง เท่ากับ CTR 5% ยิ่งค่าสูงแปลว่าข้อความเราดึงดูดใจจนคนอดกดไม่ได้
20. Bounce Rate
เปอร์เซ็นต์ของคนที่กดเข้ามาเว็บเราแล้ว เด้งออกทันที โดยไม่ได้คลิกไปหน้าอื่นต่อ ค่านี้ช่วยบอกว่าเนื้อหาของเราตรงใจคนค้นหาหรือไม่ หรือเว็บเราโหลดช้าจนคนรอไม่ไหว หากค่านี้สูงเกินไปแสดงว่าเว็บอาจมีปัญหาที่ต้องรีบปรับปรุงครับ

สรุป เข้าใจคำศัพท์ SEO = ทำงานง่ายขึ้นทันที
การที่เราเข้าใจคำศัพท์ SEO เปรียบเสมือนการมีภาษากลางในการสื่อสารกับทีมการตลาด นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือเอเจนซีได้ตรงประเด็นมากขึ้น เมื่อเข้าใจความหมาย และบทบาทของแต่ละคำ จะสามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ไม่หลงทางกับตัวเลขหรือรายงานที่ซับซ้อน ที่สำคัญคือช่วยประหยัดเวลา ลดความเข้าใจผิด และทำให้การทำ SEO เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการทำ SEO ยังดูเป็นเรื่องซับซ้อน อยากรู้มากกว่านี้ สามารถปรึกษากับเรา Bizsoft ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร ที่เข้าใจทั้งมุมธุรกิจ และกลไกการทำงานของ Search Engine ด้วยประสบการณ์ดูแลเว็บไซต์องค์กร และธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยวางแผน SEO อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ การพัฒนาคอนเทนต์ ไปจนถึงการวัดผล และปรับกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ติดต่อ Bizsoft เลยวันนี้