นี่คือสิ่งที่ข้อมูลคลิปสั้นปี 2026 สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบ 3 แพลตฟอร์มหลักอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ Engagement Rate จำนวนคอมเมนต์เฉลี่ยต่อวิดีโอ และยอดวิวเฉลี่ยเมื่อแบ่งตามขนาดของบัญชี
โดยข้อมูลชุดนี้มาจากการวิเคราะห์คลิป TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts รวมประมาณ 69 ล้านวิดีโอ ที่เผยแพร่ระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงกรกฎาคม 2026 จึงช่วยให้เห็นภาพได้มากขึ้นว่า พฤติกรรมของคลิปสั้นบนแต่ละแพลตฟอร์มกำลังแตกต่างกันอย่างไร
กลุ่มผู้ใช้งานของ TikTok, Reels และ YouTube Shorts
TikTok
TikTok มี Advertising Audience ประมาณ 1.59 พันล้านคนในช่วงต้นปี 2025 หรือคิดเป็นประมาณ 19.4% ของประชากรโลก โดยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเน้นแนะนำคอนเทนต์ผ่านหน้า For You ตามพฤติกรรม และความสนใจของผู้ใช้ มากกว่าการยึดจากบัญชีที่ติดตามเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันรายได้โฆษณาทั่วโลกของ TikTok ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 34.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026
และ TikTok Shop ก็มีบทบาทมากขึ้นในฐานะช่องทางขายสินค้าโดยตรง สำหรับ Demographics ผู้ชมโฆษณาของ TikTok แบ่งเป็นผู้ชายประมาณ 55.7% และผู้หญิง 44.3% โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือผู้ชายอายุ 25 – 34 ปี คิดเป็น 20.7% ของ Advertising Audience ทั่วโลก สะท้อนว่าฐานผู้ใช้ของ TikTok ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มวัยรุ่น แต่ครอบคลุมกลุ่มวัยทำงานที่มีศักยภาพในการตัดสินใจซื้อด้วย
Instagram Reels
Instagram Reels เป็นรูปแบบวิดีโอสั้นภายใน Instagram ซึ่งมี Advertising Audience ประมาณ 1.74 พันล้านคนในช่วงต้นปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 90.8 ล้านคน หรือ 5.5% จากปีก่อน จุดเด่นของ Reels คือสามารถถูกนำไปแสดงในหน้า Explore และเข้าถึงผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ติดตามบัญชี จึงช่วยให้แบรนด์ขยายการมองเห็นออกไปนอกฐานผู้ติดตามเดิมได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน Instagram ถูกคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้โฆษณาในสหรัฐฯ ประมาณ 42.52 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้โฆษณาในสหรัฐฯ ของ Meta ส่วน Demographics แบ่งเป็นผู้ชายประมาณ 52.7% และผู้หญิง 47.3% โดยกลุ่มอายุ 25 – 34 ปีมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 33% ทำให้ Reels เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการทั้งการเข้าถึงผู้ชมใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมในการตัดสินใจมากขึ้น
YouTube Shorts
YouTube Shorts มีผู้ใช้งานที่ล็อกอินประมาณ 2 พันล้านคนต่อเดือน และมียอดรับชมประมาณ 200 พันล้านครั้งต่อวัน จุดแข็งสำคัญคือการช่วยให้วิดีโอถูกค้นพบโดยผู้ชมที่อาจไม่เคยรู้จักช่องมาก่อน ก่อนจะพาผู้ชมเหล่านั้นเข้าสู่คอนเทนต์แบบ Long-form ภายใน YouTube ต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้านพฤติกรรมการซื้อที่น่าสนใจ โดยการศึกษาหนึ่งพบว่า 51% ของ Gen Z ผู้ชาย และ 43% ของ Gen Z ผู้หญิง เคยซื้อสินค้าหลังจากเห็นโฆษณาบน YouTube Shorts
ด้าน Demographics ผู้ชมโฆษณาทั่วโลกของ YouTube แบ่งเป็นผู้ชายประมาณ 54% และผู้หญิง 46% โดยกลุ่มอายุ 25 – 34 ปีมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 21% สำหรับแบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ Long-form บน YouTube อยู่แล้ว Shorts จึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางคลิปสั้นแยกต่างหาก แต่สามารถทำหน้าที่เป็นประตูดึงผู้ชมใหม่เข้าสู่ Ecosystem ของช่องได้ด้วย
เปรียบเทียบ TikTok vs Reels vs YouTube Shorts จาก Engagement คอมเมนต์ และยอดวิวเฉลี่ย
Engagement Rate: TikTok ยังสร้างการมีส่วนร่วมได้สูงที่สุด
- TikTok: มี Engagement Rate เฉลี่ย 60% ในปี 2026 แม้จะลดลงจาก 3.70% ในปี 2025 แต่ยังสูงกว่าอีกสองแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน สะท้อนว่าผู้ชมบน TikTok ยังคงมีแนวโน้มกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์วิดีโอในอัตราที่สูง
- Reels: มี Engagement Rate เฉลี่ย 45% ลดลงเล็กน้อยจาก 0.48% ในปี 2025 เหมาะกับแบรนด์ที่มีฐานผู้ติดตามบน Instagram และต้องการใช้คลิปสั้นเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ควบคู่กับคอนเทนต์รูปแบบอื่น
- YouTube Shorts: มี Engagement Rate เฉลี่ย 30% เพิ่มขึ้นจาก 0.27% ในปี 2025 แม้ตัวเลขจะต่ำที่สุดในสามแพลตฟอร์ม แต่เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่มีอัตราการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการตอบรับที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
จำนวนคอมเมนต์เฉลี่ย: TikTok กระตุ้นบทสนทนาได้มากที่สุด
- TikTok: มีจำนวนคอมเมนต์เฉลี่ย 50 คอมเมนต์ต่อวิดีโอ สูงกว่า Reels ประมาณ 5 เท่า และสูงกว่า Shorts 5 เท่า แสดงให้เห็นว่าผู้ชมมีแนวโน้มเข้ามาแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และพูดคุยต่อจากเนื้อหาได้ดี
- Reels: มีจำนวนคอมเมนต์เฉลี่ย 20 คอมเมนต์ต่อวิดีโอ แม้จะต่ำกว่า TikTok แต่ยังสามารถสร้างบทสนทนาได้ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของผู้ติดตามเดิมหรือได้รับการเผยแพร่ไปยังผู้ชมผ่านหน้า Explore
- YouTube Shorts: มีจำนวนคอมเมนต์เฉลี่ย 10 คอมเมนต์ต่อวิดีโอ ต่ำที่สุดในสามแพลตฟอร์ม สะท้อนว่าพฤติกรรมของผู้ชมมักเน้นการรับชม และค้นพบเนื้อหาใหม่ มากกว่าการเข้ามาพูดคุยผ่านช่องแสดงความคิดเห็น
ยอดวิวเฉลี่ย: YouTube Shorts นำในทุกขนาดบัญชี
- TikTok: บัญชีที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 5,000 คน มียอดวิวเฉลี่ย 350 วิว และบัญชีที่มีผู้ติดตาม 5,000 – 10,000 คน มียอดวิวเฉลี่ย 945 วิว ซึ่งยังต่ำกว่า Reels ในสองกลุ่มนี้ แต่เมื่อมีผู้ติดตามตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป TikTok จะเริ่มทำยอดวิวได้สูงกว่า Reels โดยเพิ่มจาก 3,240 วิวในกลุ่มผู้ติดตาม 10,000 – 50,000 คน เป็น 34,900 วิวในกลุ่มผู้ติดตาม 100,000 – 1 ล้านคน
- Reels: บัญชีที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 5,000 คน มียอดวิวเฉลี่ย 625 วิว ส่วนบัญชีที่มีผู้ติดตาม 5,000 – 10,000 คน มียอดวิวเฉลี่ย 1,182 วิว ซึ่งสูงกว่า TikTok ในกลุ่มบัญชีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้น ยอดวิวของ Reels จะตามหลังอีกสองแพลตฟอร์ม โดยบัญชีที่มีผู้ติดตาม 100,000 – 1 ล้านคน มียอดวิวเฉลี่ย 18,300 วิว
- YouTube Shorts: ทำยอดวิวเฉลี่ยสูงที่สุดในทุกช่วงจำนวนผู้ติดตาม ตั้งแต่ 15,160 วิวสำหรับบัญชีที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 5,000 คน ไปจนถึง 58,400 วิวสำหรับบัญชีที่มีผู้ติดตาม 100,000 – 1 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระบบค้นหาและแนะนำวิดีโอของ YouTube สามารถส่งคลิปไปถึงผู้ชมที่ยังไม่ได้ติดตามช่องได้ดี ทำให้แม้แต่บัญชีขนาดเล็กก็มีโอกาสสร้างยอดเข้าถึงในระดับสูงได้
TikTok, Reels และ YouTube Shorts เลือกแพลตฟอร์มไหนให้เหมาะกับแบรนด์?
- ต้องการ Engagement และบทสนทนา เลือก TikTok
TikTok เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเพิ่มการรับรู้ พร้อมกระตุ้นให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนส่วนร่วม เนื่องจากมีทั้ง Engagement Rate และจำนวนคอมเมนต์เฉลี่ยสูงที่สุดในสามแพลตฟอร์ม ซึ่งคอนเทนต์ที่ทำงานได้ดีมักเป็นเนื้อหาที่เข้ากับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม เช่น คลิปตามกระแส Challenge เรื่องเล่าสั้น เบื้องหลัง หรือวิดีโอที่ชวนให้ผู้ชมแสดงความคิดเห็น แบรนด์จึงควรสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ เข้าใจวัฒนธรรมของผู้ใช้ และพร้อมปรับเนื้อหาให้ทันต่อความสนใจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว - ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม เลือก Instagram Reels
Instagram Reels เหมาะกับแบรนด์ที่มีฐานผู้ติดตามบน Instagram อยู่แล้ว และต้องการใช้วิดีโอสั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้ชมเดิม สามารถทำงานร่วมกับโพสต์ รูปภาพ Stories และช่องทางอื่นภายใน Instagram ได้ แบรนด์จึงสามารถวางเส้นทางเนื้อหาให้ผู้ชมเห็นคลิป ทำความรู้จักสินค้า และตัดสินใจติดต่อหรือซื้อได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว อย่างไรก็ตาม ควรทดลองรูปแบบใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้คอนเทนต์ซ้ำหรือกลืนหายไปกับเนื้อหาจำนวนมากบนฟีด - ต้องการเพิ่มยอดวิวและให้คนใหม่ค้นพบ เลือก YouTube Shorts
YouTube Shorts เหมาะกับแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงผู้ชมใหม่ เนื่องจากทำยอดวิวเฉลี่ยสูงที่สุดในทุกช่วงจำนวนผู้ติดตาม โดยเฉพาะช่องที่มีวิดีโอแบบยาวอยู่แล้ว Shorts แบรนด์สามารถตัดประเด็นสำคัญจากวิดีโอขนาดยาวมาทำเป็นคลิปสั้น เช่น เคล็ดลับ คำตอบสั้น ๆ ไฮไลต์ หรือช่วงที่น่าสนใจ พร้อมออกแบบตอนจบให้เชื่อมต่อไปยังวิดีโอหลัก แม้ระบบค้นหา และระบบแนะนำของ YouTube จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการเปิดคลิปที่ดึงดูด ความชัดเจนของเนื้อหา และความสามารถในการรักษาผู้ชมให้อยู่จนจบคลิปด้วย
บทสรุป
TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts ต่างมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์คนละแบบ โดย TikTok เด่นเรื่อง Engagement และการสร้างบทสนทนา, Reels เหมาะกับการต่อยอดความสัมพันธ์กับผู้ติดตามบน Instagram และ YouTube Shorts โดดเด่นด้านยอดวิว และการเข้าถึงผู้ชมใหม่ ดังนั้นการเลือกแพลตฟอร์มจึงไม่ควรดูเพียงว่าช่องทางไหนกำลังได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ควรเริ่มจากเป้าหมายของแบรนด์ กลุ่มผู้ชม และประเภทคอนเทนต์ที่ต้องการสื่อสาร
ปรึกษาเรื่องเว็บไซต์ SEO, Google Ads หรือแนวทางพัฒนาการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น ติดต่อ Bizsoft ได้เลย
ข้อมูลอ้างอิง: TikTok vs. Reels vs. Shorts: 2026 Engagement Data








